บทความความรู้เกี่ยวกับระบบ POS

ศูนย์รวมความรู้ เล่าภาษาคนขายของ เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริงกับร้านของคุณ

โปรแกรม POS คืออะไร

โปรแกรม POS คืออะไร

ถ้าพูดคำว่า “POS” หลายคนอาจนึกถึงแค่เครื่องคิดเงินหน้าร้าน แต่จริง ๆ แล้วระบบ POS (Point of Sale) คือ “ศูนย์กลางการขาย” ของร้านค้า ที่ช่วยจัดการตั้งแต่การขายหน้าร้าน สต๊อก รายงานยอดขาย ไปจนถึงกำไรขาดทุน ให้เจ้าของร้านเห็นตัวเลขธุรกิจแบบชัดเจนและตรวจสอบได้

POS คืออะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่าย

POS (Point of Sale) แปลตรงตัวคือ “จุดขาย” หรือ “จุดชำระเงิน” ในภาษาธุรกิจหมายถึงระบบที่ใช้บันทึกการขายทุกรายการของร้าน ไม่ว่าจะเป็นการขายเงินสด โอน หรือบัตรเครดิต รวมถึงเชื่อมข้อมูลไปยังสต๊อกสินค้าและระบบหลังบ้านอัตโนมัติ

พูดง่าย ๆ คือ เมื่อไหร่ที่แคชเชียร์กดขาย ระบบ POS จะทำงานเบื้องหลังให้ครบหมด ทั้งตัดสต๊อก เก็บประวัติการขาย และเอาข้อมูลไปสรุปเป็นรายงานให้เจ้าของร้านดูทีหลัง โดยไม่ต้องมานั่งคิดเลขเองทีละบิล

ระบบ POS ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป ระบบ POS จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้

  • 1. ตัวโปรแกรม (Software) – โปรแกรมหน้าจอขาย ใช้สำหรับสแกนสินค้า คิดเงิน ออกใบเสร็จ บันทึกยอดขาย และสรุปรายงาน เช่น ยอดขายต่อวัน กำไรขั้นต้น สินค้าขายดี ฯลฯ
  • 2. อุปกรณ์หน้าร้าน (Hardware) – เช่น คอมพิวเตอร์/All-in-One, เครื่องสแกนบาร์โค้ด, ลิ้นชักเก็บเงิน, เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ, เครื่องอ่านบัตร ฯลฯ ที่ใช้ร่วมกับโปรแกรม POS
  • 3. ฐานข้อมูลและระบบหลังบ้าน – ส่วนที่เก็บข้อมูลสินค้า สต๊อก ราคา ลูกค้า Supplier รายงานต่าง ๆ และอาจเชื่อมต่อกับระบบสำนักงานใหญ่หรือระบบบัญชี

POS ทำงานอย่างไรใน 1 การขาย?

ตัวอย่างขั้นตอนการทำงานของ POS ในการขาย 1 รายการจะมีประมาณนี้

  1. พนักงานสแกนบาร์โค้ดหรือค้นหาชื่อสินค้าในโปรแกรม
  2. ระบบดึงราคาขาย หน่วยนับ และส่วนลด (ถ้ามี) ขึ้นมาให้อัตโนมัติ
  3. ลูกค้าชำระเงิน – เงินสด/โอน/บัตรเครดิต/พร้อมเพย์ แล้วบันทึกช่องทางการชำระเงิน
  4. ระบบออกใบเสร็จ และบันทึกยอดขายลงฐานข้อมูลทันที
  5. สต๊อกสินค้าถูกตัดออกอัตโนมัติ ตามจำนวนที่ขาย
  6. ข้อมูลการขายถูกรวมเข้าไปในรายงานยอดขาย กำไร สินค้าขายดี สินค้าใกล้หมด ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที ทำให้เจ้าของร้านไม่ต้องมานั่งจดบิลใส่สมุด หรือมานั่งรวมยอดขายเองตอนร้านปิด

ข้อดีของการใช้ระบบ POS สำหรับร้านค้า

ทำไมร้านค้าส่วนใหญ่ถึงหันมาใช้ระบบ POS มากกว่าสมุดจดหรือเครื่องคิดเลขธรรมดา? เพราะว่า…

  • ลดความผิดพลาดในการคิดเงิน – การสแกนบาร์โค้ดช่วยลดปัญหาคิดราคาผิด คิดเงินขาด–เกิน หรือพิมพ์ยอดไม่ตรง
  • รู้สต๊อกแบบเรียลไทม์ – ขายปุ๊บ สต๊อกตัดปั๊บ รู้ทันทีว่าสินค้าเหลือเท่าไหร่ ตัวไหนใกล้หมดต้องรีบสั่งเพิ่ม
  • เช็คยอดขายได้ตลอดเวลา – ดูยอดขายรายวัน รายเดือน รายสินค้า หรือรายพนักงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลานั่งรวมยอดย้อนหลัง
  • ควบคุมการทุจริตได้ดีขึ้น – ทุกการขายถูกบันทึกในระบบ มีประวัติชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ามีรายการไหนผิดปกติ
  • บริหารหลายสาขาได้ง่าย – ถ้ามีหลายสาขา ระบบ POS ที่เชื่อมกับสำนักงานใหญ่ จะช่วยให้ดูภาพรวมทั้งธุรกิจได้จากจุดเดียว
  • ช่วยวางแผนธุรกิจ – จากรายงานยอดขายและกำไร เจ้าของร้านสามารถเห็นภาพว่า ควรเพิ่ม–ลดสินค้าอะไร ทำโปรโมชั่นตัวไหนต่อ หรือเลิกขายสินค้าอะไรดี

แล้วร้านค้าจำเป็นต้องใช้ POS ไหม?

คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับขนาดและเป้าหมายของร้าน” ถ้าคุณเพิ่งเริ่มขายของเล็ก ๆ มีสินค้าไม่กี่รายการ ขายวันละไม่กี่บิล การจดสมุดอาจยังพอไหว แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น ปัญหาต่อไปนี้จะเริ่มชัดเจน:

  • ยอดขายเยอะขึ้น จดบิลไม่ทัน เริ่มมีบิลตกหล่น
  • สินค้าหลายร้อย–หลายพันรายการ เช็คสต๊อกไม่ไหว
  • มีพนักงานหลายคน เจ้าของร้านไม่อยู่หน้าร้านตลอดเวลา
  • เริ่มมีการขายทั้งหน้าร้าน–ออนไลน์ หรือมีหลายสาขา

ถ้าร้านของคุณเริ่มเจออาการเหล่านี้ แปลว่าถึงเวลา “อัปเกรดจากสมุดจดมาใช้ระบบ POS” เพื่อไม่ให้ข้อมูลผิดพลาดและเสียโอกาสกำไรไปแบบไม่รู้ตัว

สัญญาณชัด ๆ ว่าร้านของคุณควรเริ่มใช้ POS แล้ว

  • ขายวันหนึ่งเกิน 30–50 บิลขึ้นไป
  • มีสินค้าเกิน 100 รายการ และเริ่มจำราคา/สต๊อกไม่ไหว
  • มีพนักงานช่วยขายมากกว่า 1 คน ต้องการระบบช่วยตรวจสอบ
  • เริ่มอยากรู้กำไรจริง ๆ ไม่ใช่แค่เดายอดจากเงินสดในลิ้นชัก
  • คิดจะขยายสาขา หรืออยากให้ธุรกิจโตเป็นระบบมากขึ้น

ใช้ POS แล้วได้อะไรเพิ่มจากแค่ “คิดเงิน”?

เจ้าของร้านจำนวนมากคิดว่า POS คือแค่โปรแกรมคิดเงิน แต่จริง ๆ แล้วให้ได้มากกว่านั้น เช่น

  • จัดการราคาขายหลายระดับ เช่น ราคาปลีก–ราคาส่ง–ราคาสมาชิก
  • เก็บข้อมูลลูกค้า สำหรับทำโปรโมชันหรือสะสมแต้มในอนาคต
  • เชื่อมต่อกับเครื่องสแกนบาร์โค้ดและสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด ทำให้ขายเร็วและดูเป็นมืออาชีพ
  • บันทึกภาษี/ภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้เตรียมเอกสารให้บัญชีง่ายขึ้น
  • ดูยอดขายย้อนหลังได้หลายปี เพื่อใช้วางแผนสต๊อกช่วงเทศกาลหรือหน้าขายดี

สรุป: ถ้าคิดจะทำร้านให้เป็น “ธุรกิจจริงจัง” POS คือสิ่งที่ควรมี

ระบบ POS ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือไฮเทค แต่เป็น “ระบบจัดการข้อมูล” ที่ช่วยให้เจ้าของร้าน รู้ตัวเลขจริง วัดผลได้จริง และวางแผนให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีทิศทาง ยิ่งคุณเริ่มใช้เร็วเท่าไหร่ ข้อมูลที่สะสมก็ยิ่งมีคุณค่าในระยะยาวมากเท่านั้น

สำหรับร้านค้าที่อยากเริ่มต้นใช้ระบบ POS ลองมองหาระบบที่ใช้งานง่าย รองรับภาษาไทย มีทีมซัพพอร์ต และปรับให้เข้ากับประเภทร้านของคุณได้ เช่น ร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านขายส่ง–ปลีก ร้านเกษตร ร้านของฝาก หรือมินิมาร์ท

เมื่อระบบหน้าร้านทำงานแทนคุณได้อย่างเป็นระบบ เจ้าของร้านก็จะมีเวลาไปโฟกัสเรื่องสำคัญที่สุด นั่นก็คือ “การทำให้ร้านขายดีขึ้นและเติบโตต่อเนื่อง”

ทำไมคุณต้องเลือกระบบสีสันซอฟท์ POS

ทำไมต้องเลือกสีสันซอฟท์

การเลือกระบบ POS สำหรับร้านค้า ไม่ได้เป็นแค่การเลือก “โปรแกรมคิดเงิน” หนึ่งตัว แต่คือการเลือก “ผู้ช่วยบริหารร้าน” ที่จะอยู่กับธุรกิจคุณทุกวันหลายปี สีสันซอฟท์ POS ถูกออกแบบมาเพื่อเจ้าของร้านคนไทย ทั้งร้านมินิมาร์ท ร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านเกษตร ร้านขายส่ง–ขายปลีก และร้านค้าทั่วไปที่ต้องการระบบที่ใช้งานง่าย แต่เก็บข้อมูลครบสำหรับการบริหารธุรกิจ

จุดเด่นของสีสันซอฟท์ คือเราไม่ได้โฟกัสแค่หน้าจอคิดเงินให้แคชเชียร์ใช้สะดวกเท่านั้น แต่ยังโฟกัสในมุม “เจ้าของร้าน” ว่าต้องการดูอะไร เพื่อตัดสินใจได้เร็วขึ้น คุมเงิน คุมสต๊อก และคุมกำไรได้แบบไม่ต้องเก่งคอม

คุณสมบัติสำคัญที่เจ้าของร้านควรมองหา – และสีสันซอฟท์มีให้ครบ

1. ใช้งานง่าย พนักงานใหม่ก็ใช้เป็นภายในไม่กี่นาที

หน้าจอขายถูกออกแบบให้เรียบง่าย ปุ่มใหญ่ ตัวหนังสือชัดเจน รองรับทั้งการสแกนบาร์โค้ด ค้นหาชื่อสินค้า เลือกจากหมวดหมู่ หรือกดเลือกจากปุ่มรูปภาพ ทำให้เทรนพนักงานใหม่ได้เร็ว ลดความผิดพลาดตอนคิดเงิน และลดเวลาต่อคิวหน้าร้าน

2. รองรับขายปลีก–ขายส่ง และหลายระดับราคาในสินค้าเดียว

หลายร้านมีทั้งลูกค้าปลีก ลูกค้าส่ง ลูกค้าประจำ หรือร้านคู่ค้า สีสันซอฟท์ POS สามารถกำหนดราคาหลายระดับในสินค้าเดียว เช่น ราคาปลีก ราคาส่ง ราคาสมาชิก แล้วให้แคชเชียร์เลือกกลุ่มลูกค้า ระบบจะดึงราคาที่ถูกต้องให้อัตโนมัติ ช่วยลดการจำราคาผิด และคุมมาตรฐานราคาได้ทั้งร้าน

3. สินค้าหลายหน่วย – ลัง / แพ็ค / ชิ้น ตัดสต๊อกอัตโนมัติ

สำหรับร้านที่ขายสินค้าหลายหน่วย เช่น ปูน 1 ลัง แยกขายเป็นถุง หรืออาหารสัตว์ 1 กระสอบ แยกขายเป็นกิโล สีสันซอฟท์ช่วยจัดการหน่วยหลัก–หน่วยย่อยให้คุณได้ เพียงกำหนดว่า 1 ลัง = กี่แพ็ค / กี่ชิ้น เวลาขายไม่ว่าจะขายเป็นหน่วยใหญ่หรือหน่วยย่อย ระบบจะคำนวณและตัดสต๊อกให้ตรง ไม่ต้องมานั่งนับเองให้ปวดหัว

4. สต๊อกละเอียด เช็คของขาด–ของเหลือได้แบบเรียลไทม์

ระบบจะบันทึกการเคลื่อนไหวของสินค้าเข้า–ออกทุกครั้งที่ซื้อและขาย คุณสามารถเปิดดูสต๊อกคงเหลือ ดูสินค้าขายดี สินค้าค้างสต๊อก สินค้าใกล้หมดอายุ หรือสินค้าที่ควรสั่งเพิ่มได้ทันที ช่วยลดของขาดชั้นวาง และลดของตายบนโกดัง

5. รายงานสำหรับเจ้าของร้าน ดูยอดขาย–กำไรได้ชัดเจน

สีสันซอฟท์ออกแบบรายงานให้ตรงกับสิ่งที่เจ้าของร้านอยากรู้มากที่สุด เช่น

  • ยอดขายรายวัน / รายเดือน / รายช่วงเวลา
  • สินค้าขายดี–ไม่ค่อยขาย ขายได้กี่ชิ้น ยอดเงินเท่าไหร่
  • กำไรขั้นต้น แยกตามหมวดสินค้า หรือแยกตามสาขา
  • รายงานภาษี / รายงานสรุปยอดใช้ส่งให้บัญชีได้

เปิดดูได้ทั้งที่หน้าร้าน หรือจะให้พนักงานปริ๊นต์รายงานส่งให้เจ้าของร้านทุกวันก็ทำได้ ทำให้คุณรู้ตัวเลขธุรกิจแบบไม่ต้องเดา

6. รองรับหลายสาขา เชื่อมเข้า HQ ได้ในระบบเดียว

สำหรับธุรกิจที่มีหลายสาขา สีสันซอฟท์ POS รองรับการทำงานแบบสำนักงานใหญ่–สาขา (HQ–Branch) สามารถดูยอดขายรายสาขา เช็คสต๊อกเคลื่อนไหวระหว่างสาขา และกำหนดนโยบายราคา/ส่วนลดจากส่วนกลางได้ ช่วยให้ควบคุมทั้งเครือร้านได้ง่ายขึ้น

7. รองรับอุปกรณ์ POS ครบชุด

ระบบรองรับการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสแกนบาร์โค้ด ลิ้นชักเก็บเงิน เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ เครื่องอ่านบัตร ฯลฯ เพื่อให้คุณจัดชุดเครื่องคิดเงินที่เหมาะกับรูปแบบร้านของคุณได้เต็มที่

8. สร้างบาร์โค้ดและป้ายสติ๊กเกอร์ติดสินค้าได้เอง

สำหรับร้านที่ต้องพิมพ์สติ๊กเกอร์บาร์โค้ดติดสินค้า สีสันซอฟท์มีระบบออกแบบและพิมพ์บาร์โค้ดในตัว เลือกขนาดสติ๊กเกอร์ได้หลายแบบ ปรับรูปแบบตัวอักษร ตำแหน่ง ราคา ชื่อสินค้า ช่วยให้สินค้าดูเป็นระบบและสแกนขายได้รวดเร็ว

9. บริการหลังการขายและการสอนงานที่ “จับต้องได้”

จุดต่างที่สำคัญของสีสันซอฟท์คือ เราไม่ได้ขายแค่โปรแกรมแล้วจบ แต่มีทีมงานช่วยสอนการใช้งาน ติดตั้งเบื้องต้น ตั้งค่าระบบให้เข้ากับรูปแบบร้าน และมีทีมซัพพอร์ตคอยช่วยเหลือ ผ่านรีโมตออนไลน์หรือช่องทางติดต่อที่สะดวก เวลาใช้งานจริงมีปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้ ไม่ต้องแก้ปัญหาคนเดียว

10. ระบบสำรองข้อมูล ปลอดภัย ลดความเสี่ยงข้อมูลหาย

สีสันซอฟท์ POS มีระบบสำรองข้อมูล (Backup) ตามรูปแบบที่เหมาะกับแต่ละร้าน เพื่อลดโอกาสการสูญหายของข้อมูลสำคัญ เช่น ยอดขาย ประวัติสต๊อก ฐานข้อมูลลูกค้า ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าข้อมูลธุรกิจของคุณถูกเก็บอย่างปลอดภัย

สรุป: ถ้าคุณอยากได้มากกว่า “โปรแกรมคิดเงิน” สีสันซอฟท์คือคำตอบ

สีสันซอฟท์ POS ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เจ้าของร้าน “คุมร้านได้ง่ายขึ้น” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาย การสต๊อก หรือการดูรายงานตัวเลขธุรกิจ พร้อมทีมงานที่เข้าใจหน้างานจริงของร้านค้าหลากหลายประเภทร้านในไทย

ถ้าคุณกำลังมองหาระบบ POS ที่ใช้งานง่าย ฟีเจอร์ครบ และมีทีมซัพพอร์ตดูแลยาว ๆ สีสันซอฟท์คือตัวเลือกที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

วิธีการเลือกซื้อซอฟต์แวร์ POS ให้เข้ากับร้านของคุณ

วิธีการเลือกซื้อซอฟต์แวร์

การเลือกซื้อซอฟต์แวร์ POS ไม่ใช่แค่ดูว่า “โปรแกรมไหนถูกที่สุด” หรือ “มีฟีเจอร์เยอะที่สุด” แต่ควรเลือกโปรแกรมที่ “เข้ากับร้านของคุณมากที่สุด” ใช้งานได้จริง หน้างานไม่งง และช่วยให้เจ้าของร้านดูตัวเลขได้ชัดเจน บทความนี้จะพาไล่คิดทีละขั้น ว่าก่อนตัดสินใจซื้อควรดูอะไรบ้าง

1. เริ่มจากการทำความเข้าใจ “ประเภทร้าน” และรูปแบบการขายของคุณ

ร้านแต่ละแบบใช้ POS ไม่เหมือนกัน ถ้ารู้ก่อนว่าร้านของเราอยู่กลุ่มไหน จะช่วยตัดตัวเลือกได้เร็วขึ้น เช่น

  • ร้านมินิมาร์ท / ร้านสะดวกซื้อ – สินค้าเยอะหลากหลาย ต้องเน้นสแกนบาร์โค้ดเร็ว ๆ มีการจัดโปรฯ บ่อย
  • ร้านวัสดุก่อสร้าง – มีสินค้าหลายหน่วย ลัง–แพ็ค–ชิ้น ขายทั้งหน้าร้านและหน้าสโตร์ ต้องเน้นคุมสต๊อก
  • ร้านเกษตร / ปุ๋ย–ยา – มีล็อตสินค้า วันหมดอายุ และการขายทั้งยกลัง–แบ่งขาย
  • ร้านขายส่ง–ขายปลีก – ต้องใช้หลายระดับราคา ลูกค้าหน้าร้านกับลูกค้าส่งคนละราคากัน
  • ร้านอาหาร / คาเฟ่ – เน้นโต๊ะอาหาร เมนูเสิร์ฟ ครัว–บาร์ และระบบออเดอร์

เมื่อคุณรู้ชัดว่าร้านตัวเองอยู่กลุ่มไหน ให้ถามตัวเองว่า “หน้างานจริงในร้าน เราเจอปัญหาอะไรอยู่ตอนนี้” เช่น คิดเงินช้า สต๊อกมั่ว จำราคาลูกค้าส่งไม่ได้ ฯลฯ แล้วจดออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อใช้เป็นโจทย์ในการหาโปรแกรม

2. ลิสต์ “ฟีเจอร์จำเป็น” ก่อนถามราคา

หลังจากรู้รูปแบบร้านแล้ว ขั้นต่อไปคือเขียนฟีเจอร์ที่จำเป็นต้องมีในระบบ POS ของคุณ โดยแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 ส่วน:

  • ฟีเจอร์หน้าร้าน (แคชเชียร์) – ขายของให้เร็วและไม่ผิดพลาด
  • ฟีเจอร์หลังบ้าน (สต๊อก–รายงาน) – ช่วยเจ้าของร้านคุมของและดูตัวเลข
  • ฟีเจอร์เสริม – เช่น ระบบสมาชิก ส่วนลดแต้มสะสม เชื่อมหลายสาขา ฯลฯ

ตัวอย่างฟีเจอร์ที่ควรพิจารณา:

  • รองรับบาร์โค้ด / ค้นหาชื่อสินค้า / เลือกจากหมวดหมู่ได้
  • ตั้งราคาหลายระดับในสินค้าเดียว (ราคาปลีก–ราคาส่ง–ราคาสมาชิก)
  • รองรับหลายหน่วยสินค้า เช่น ลัง–แพ็ค–ชิ้น และตัดสต๊อกอัตโนมัติ
  • ระบบสต๊อกสินค้าเข้า–ออก / เช็คของขาด / ของค้างสต๊อก
  • รายงานยอดขาย รายวัน–รายเดือน–รายช่วงเวลา
  • รายงานกำไรขั้นต้น สินค้าขายดี–ขายไม่ออก
  • ระบบสมาชิก / ส่วนลด / โปรโมชั่น
  • เชื่อมต่อหลายสาขา (ถ้ามีแผนจะขยายสาขาในอนาคต)

เมื่อฟีเจอร์ที่จำเป็นชัดเจนแล้ว คุณจะเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อได้ง่ายขึ้น และไม่ตกหลุมกับคำว่า “ฟีเจอร์เยอะ” แต่ใช้งานจริงไม่ตรงร้าน

3. เช็คว่าโปรแกรมรองรับ “หน้างานจริง” ของคุณได้แค่ไหน

ต่อให้ฟีเจอร์ครบ แต่ถ้าใช้จริงแล้วแคชเชียร์งง เจ้าของร้านเปิดไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นตอนเลือกควรดูให้ละเอียดว่า:

  • หน้าจอขายใช้งานง่ายไหม ปุ่มตัวเลขและปุ่มสินค้าเห็นชัดหรือไม่
  • เปลี่ยนราคาหน้างานได้หรือไม่ (ภายใต้สิทธิ์ที่กำหนด)
  • รองรับทั้งการขายสดและขายเชื่อ (ให้ลูกค้าค้างบิลได้หรือไม่)
  • พิมพ์บิลใบกำกับหรือเอกสารที่ร้านต้องใช้ได้หรือเปล่า
  • มีระบบล็อกสิทธิ์พนักงาน ป้องกันการแก้ไขหรือยกเลิกบิลโดยไม่มีเหตุผล

ถ้าเป็นไปได้ ควรขอเดโม / ทดลองใช้จริง หรือดูตัวอย่างการใช้งานในร้าน ที่ใกล้เคียงกับธุรกิจของคุณ จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าโปรแกรมตอบโจทย์หน้างานจริงหรือไม่

4. ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ร่วมกันได้ – ไม่ให้ซื้อของซ้ำซ้อน

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “อุปกรณ์” ที่ต้องใช้ร่วมกับโปรแกรม เช่น

  • คอมพิวเตอร์ / All-in-one POS
  • เครื่องสแกนบาร์โค้ด
  • ลิ้นชักเก็บเงิน
  • เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ (Slip) หรือ A4
  • เครื่องพิมพ์สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด (ถ้าร้านต้องติดสติ๊กเกอร์)

ควรถามให้ชัดเจนว่า ซอฟต์แวร์ POS รองรับอุปกรณ์ยี่ห้อไหนบ้าง ถ้ามีอุปกรณ์เดิมอยู่แล้ว ใช้ต่อได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เพื่อจะได้วางงบประมาณถูก และไม่ต้องซื้อของซ้ำโดยไม่จำเป็น

5. ดูเรื่องการเติบโตในอนาคต – ไม่ใช่แค่ใช้ได้วันนี้

หลายร้านเริ่มจากร้านเดียว แต่พอธุรกิจไปได้ดี ก็อยากเปิดสาขาเพิ่ม ถ้าตอนเลือกโปรแกรมไม่คิดถึงอนาคตเลย วันหนึ่งอาจต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด

ลองถามตัวเองว่า:

  • อนาคตอยากมีหลายสาขาหรือไม่
  • อยากดูยอดขายแต่ละสาขาจากที่เดียวไหม
  • อยากให้ HQ เป็นคนกำหนดราคาและโปรโมชั่นให้ทุกสาขาหรือเปล่า

ถ้ามีแนวโน้มขยายสาขา ควรเลือกซอฟต์แวร์ POS ที่รองรับโครงสร้างแบบ HQ–สาขาได้เลยตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องย้ายระบบให้ยุ่งยากในอนาคต

6. รูปแบบค่าใช้จ่าย: ซื้อขาด เช่ารายเดือน หรือแบบ Cloud

ปัจจุบันซอฟต์แวร์ POS มีหลายรูปแบบการจ่ายเงิน เช่น:

  • ซื้อขาด – จ่ายครั้งเดียว ราคาสูงหน่อยแต่ไม่ต้องจ่ายรายเดือน อาจมีค่าดูแลรายปีเล็กน้อย
  • เช่ารายเดือน / รายปี – จ่ายทีละงวด เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นด้วยงบไม่สูง
  • ระบบ Cloud – เก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ดูรายงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แต่ต้องมีอินเทอร์เน็ตเสถียร

สิ่งที่ควรถามให้ชัดเจน:

  • ค่าซอฟต์แวร์รวมอะไรบ้าง – ติดตั้ง, สอนงาน, ค่าอัปเดตเวอร์ชันใหม่
  • มีค่าใช้จ่ายรายเดือน / รายปีหรือไม่ ถ้ามีต้องจ่ายเท่าไหร่
  • ถ้าวันหนึ่งไม่ต่อสัญญา จะยังใช้โปรแกรมต่อได้ไหม หรือข้อมูลดึงออกมาอย่างไร

7. การสำรองข้อมูลและความปลอดภัย

ข้อมูลยอดขายและสต๊อกคือหัวใจของร้าน ถ้าหายไปครั้งหนึ่งคือเสียหายมาก เวลาเลือกควรถามเรื่องการสำรองข้อมูล (Backup) และความปลอดภัยให้ชัดเจน เช่น:

  • ระบบมีการสำรองข้อมูลอัตโนมัติหรือไม่
  • สามารถ Backup ลงอุปกรณ์อื่นได้หรือไม่ เช่น External HDD / แฟลชไดรฟ์
  • ถ้าใช้ระบบ Cloud มีมาตรการป้องกันข้อมูลอย่างไร
  • หากเครื่องเสียหรือโดนไวรัส สามารถกู้คืนข้อมูลได้หรือไม่

8. การสอนใช้งานและบริการหลังการขาย

ซอฟต์แวร์จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ “ทีมงานใช้เป็น” และ “มีคนช่วยเวลาเจอปัญหา” ดังนั้นควรดูเรื่องบริการหลังการขายควบคู่ไปด้วย เช่น:

  • มีการสอนใช้งานครั้งแรกให้ครบทั้งเจ้าของและพนักงานหรือไม่
  • มีคู่มือ / วิดีโอสอน หรือคู่สาย Support เวลาลูกค้ามีปัญหา
  • ติดต่อทีมงานได้ทางไหนบ้าง เช่น โทร, ไลน์, รีโมตออนไลน์
  • ทีมซัพพอร์ตอยู่ในไทยหรือไม่ พูดคุยกันเข้าใจหรือเปล่า

ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เก่งคอมพิวเตอร์มาก การมีทีมงานที่เข้าใจหน้างานจริง และช่วยแก้ปัญหาให้ จะทำให้คุณใช้ระบบได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

9. ดูรีวิว ลูกค้าอ้างอิง และตัวอย่างร้านที่ใช้งานจริง

ก่อนตัดสินใจ สามารถขอดูตัวอย่างร้านที่ใช้ระบบเดียวกันกับคุณ เช่น:

  • ดูรายชื่อลูกค้าอ้างอิงในเว็บไซต์หรือเพจ
  • ดูรีวิวจากผู้ใช้จริงในช่องทางออนไลน์
  • สอบถามประสบการณ์ตรงจากร้านค้าที่เคยติดตั้งไปแล้ว

สิ่งเหล่านี้จะช่วยยืนยันว่า ผู้ให้บริการมีประสบการณ์กับธุรกิจแบบเดียวกับคุณ และระบบถูกใช้งานจริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ

สรุป: เลือกให้ตรงร้าน ดีกว่าเลือกเพราะราคาถูกอย่างเดียว

การเลือกซอฟต์แวร์ POS ที่ดี ควรเริ่มจากการเข้าใจร้านของคุณเองก่อน ว่าขายอะไร ขายแบบไหน มีปัญหาอะไรที่อยากแก้ จากนั้นจึงค่อยเลือกโปรแกรมที่มีฟีเจอร์ตรงโจทย์ ใช้งานง่าย หน้างานใช้ได้จริง รองรับการเติบโตในอนาคต และมีทีมงานคอยซัพพอร์ต

เมื่อคุณเลือกระบบที่ “เข้ากับร้าน” ได้ถูกต้อง ระบบ POS จะไม่ใช่แค่โปรแกรมคิดเงิน แต่จะกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ ที่ช่วยให้คุณคุมร้านได้อย่างเป็นระบบ และเห็นกำไรธุรกิจชัดเจนขึ้นในทุก ๆ วัน

ซื้อระบบ POS ทั้งที อย่ามองแค่ราคาถูกและการขายของเซลล์

อย่ามองแค่ราคาถูก

เลือกระบบให้ถูกทีเดียว ให้ร้านขายดีไม่มีสะดุด สำคัญกว่าการ “ซื้อของถูก” แล้วต้องมานั่งแก้ปัญหาทีหลัง เพราะระบบ POS ไม่ใช่แค่โปรแกรมคิดเงิน แต่เป็นหัวใจของทั้งหน้าร้านและหลังบ้าน ถ้าระบบล่ม ข้อมูลหาย หรือไม่มีคนดูแล วันนั้นไม่ใช่แค่ “เสียเงิน” แต่คุณอาจเสียทั้งลูกค้า ความเชื่อใจ และโอกาสขายไปด้วย

ทำไมการดูแค่ “ราคาถูก” ถึงอันตรายกว่าที่คิด

ราคาถูกในวันแรก อาจกลายเป็นต้นทุนแฝงในวันข้างหน้า ถ้าระบบที่เลือกมีปัญหาเหล่านี้

  • ระบบล่มช่วงลูกค้าเยอะ – คิดเงินไม่ได้ คิวยาว ลูกค้าหงุดหงิด เดินออกจากร้าน
  • ข้อมูลขายและสต๊อกไม่ตรง – ยอดไม่เคลียร์ สินค้าหาย รายงานไม่แม่น ตัดสินใจธุรกิจผิด
  • ไม่มีทีมซัพพอร์ตจริงจัง – เกิดปัญหาแล้วติดต่อใครไม่ได้ ตอบช้า หรือโยนกันไปมา
  • ปรับระบบตามร้านไม่ได้ – รองรับฟังก์ชันที่ร้านต้องใช้ไม่ครบ ต้องหาโปรแกรมเสริมให้วุ่น

สุดท้ายแล้ว “ของถูก” อาจทำให้คุณเสียทั้งเวลา เสียลูกค้า และเสียโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งแพงกว่าราคาซื้อระบบในวันแรกหลายเท่า

อย่าเชื่อแค่คำพูดเซลล์ ถ้ายังไม่ได้ลองระบบจริง

เซลล์ทุกค่ายย่อมพูดว่าระบบตัวเองดี ใช้ง่าย ฟังก์ชันครบ ทั้งนั้น แต่คำถามคือ… มันตอบโจทย์ “ร้านของคุณ” จริงหรือเปล่า?

ก่อนตัดสินใจเชื่อคำพูดเซลล์ ลองถามตัวเองก่อนว่าได้เห็นของจริงในสถานการณ์แบบนี้หรือยัง

  • ได้ลอง “กดขายจริง” แบบที่ร้านคุณขายทุกวันหรือยัง?
  • ได้ลองดูการตัดสต๊อก รายงาน ยอดขาย กำไร แบบที่คุณต้องการไหม?
  • ได้ลองให้พนักงานที่ไม่เก่งคอมลองใช้จริงหรือยัง ว่าเขาใช้ได้ไหม?
  • ได้ลองระบบในช่วงที่มีหลายบิลต่อเนื่อง ดูว่าหน่วงหรือค้างหรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ “ยัง” แสดงว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจซื้อระบบใดระบบหนึ่ง เพราะคุณกำลังลงทุนกับ “ระบบประจำร้าน” ไม่ใช่แค่ซื้อโปรแกรมเล่น ๆ

หลักคิดง่าย ๆ ก่อนซื้อระบบ POS

เวลาเลือกระบบ ลองเปลี่ยนจากคำถามว่า “ระบบไหนถูกสุด” เป็นคำถามว่า…

  • ระบบนี้ช่วยให้เราขายได้เร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงจริงไหม?
  • ถ้าร้านขยายใหญ่ขึ้น หรือมีหลายสาขา ระบบยังรองรับได้อยู่ไหม?
  • รายงานที่ได้ ช่วยให้เรามองเห็นกำไร–ขาดทุน และวางแผนต่อได้หรือเปล่า?
  • มีทีมช่วยสอน ช่วยดูแลหลังการขาย และแก้ปัญหาให้ทันเวลาไหม?

ถ้าระบบตอบโจทย์คำถามเหล่านี้ได้ดี แม้ราคาไม่ถูกที่สุด แต่โดยรวมมักจะ “คุ้ม” กว่ามากในระยะยาว

สีสันซอฟท์: ให้ลองเดโม่จริง ก่อนตัดสินใจซื้อ

เพราะเราเชื่อว่า “ระบบดีไม่ต้องพูดเยอะ ให้ระบบพิสูจน์ตัวเอง” สีสันซอฟท์จึงมี เดโม่ให้ทดลองเล่นจริง ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเหมาะกับร้านของคุณจริง ๆ

  • ทดลองใช้งานได้ครบทั้งหน้าร้านและหลังบ้าน
  • ลองกดขายจริง ลองตั้งสินค้า ลองดูรายงานได้ด้วยตัวเอง
  • ให้พนักงานหน้าร้านลองใช้จริง วัดเลยว่าใช้เป็นง่ายหรือไม่

เดโม่สีสันซอฟท์ ลองได้ไม่จำกัดวัน แต่จำกัดจำนวนบิล

เพื่อให้คุณมีเวลา “ลองจนมั่นใจ” เดโม่ของสีสันซอฟท์ ไม่จำกัดจำนวนวันทดลองใช้งาน คุณจะลองวันนี้ พรุ่งนี้ หรือค่อย ๆ ทดสอบตามสไตล์การขายของร้านคุณก็ได้

เงื่อนไขมีเพียงอย่างเดียวคือ จำกัดจำนวนบิลที่ 50 บิล เพื่อให้คุณได้ลองครบทั้งการเปิดบิลจริง การตัดสต๊อก การปิดยอด และการดูรายงาน ก่อนตัดสินใจว่าจะเดินหน้าซื้อระบบเต็มรูปแบบหรือไม่

สรุป: เลือกระบบให้ถูก ธุรกิจเดินลื่นยาว ๆ

การซื้อระบบ POS ไม่ควรตัดสินใจจากราคาและคำพูดเซลล์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกจากการ “ได้ลองใช้จริง” ในแบบที่ร้านคุณใช้งานทุกวัน เพราะถ้าระบบดี ตอบโจทย์ และมีทีมงานคอยดูแลให้คุณได้สบายใจ ร้านก็จะขายดีต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

ถ้าคุณกำลังมองหาระบบ POS ให้ร้าน ลองเริ่มจากการขอเดโม่สีสันซอฟท์ไปทดลองใช้งานก่อน ลองกด ลองขาย ลองใช้จริงกับพนักงานในร้าน เมื่อคุณมั่นใจในตัวระบบแล้ว “ค่อยตัดสินใจซื้อ” ก็ยังไม่สาย

บริการ MA ของเราคืออะไร คิดค่าบริการยังไง

บริการ MA

สำหรับระบบ POS แล้ว “การขายโปรแกรม” เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การดูแลหลังการขาย ให้ร้านของคุณใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่ล่มกลางทาง และมีคนคอยช่วยเวลาติดปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในบริการที่เรียกว่า MA (Maintenance)

MA คืออะไร? ในมุมของร้านที่ใช้ระบบ POS

MA ย่อมาจากคำว่า Maintenance คือบริการดูแล บำรุงรักษา และสนับสนุนการใช้งานระบบ หลังจากที่คุณซื้อโปรแกรมและเริ่มใช้งานไปแล้ว

ถ้าเปรียบง่าย ๆ โปรแกรม POS คือ “เครื่องยนต์” ของร้านค้า ส่วน MA ก็คือการ ดูแลเซอร์วิส เปลี่ยนอะไหล่ และมีช่างคอยดูแล ไม่ใช่แค่ขายรถแล้วจบกันไป

ค่าบริการ MA 15% ต่อปี คืออะไร?

ที่สีสันซอฟท์ เราคิดค่าบริการ MA รายปีอยู่ที่ 15% ของค่าซอฟท์แวร์ ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าค่าซอฟท์แวร์ 20,000 บาท ค่าบริการ MA ต่อปีจะอยู่ที่ 3,000 บาท
  • ถ้าค่าซอฟท์แวร์ 30,000 บาท ค่าบริการ MA ต่อปีจะอยู่ที่ 4,500 บาท

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ค่าโทรถามปัญหานิด ๆ หน่อย ๆ แต่เป็น งบสำหรับดูแลระบบทั้งก้อน ตั้งแต่ทีมซัพพอร์ตไอที, การอัปเดตโปรแกรม, การดูแลฐานข้อมูล, ไปจนถึงการช่วยแก้ปัญหาหน้างานในระยะยาว

ทำไมต้องจ่าย MA? จ่ายแล้วได้อะไรกลับมา

หลายคนอาจสงสัยว่า “ซื้อโปรแกรมไปแล้ว ทำไมยังต้องจ่าย MA อีก?” ลองดูประโยชน์ที่ได้ดังนี้

  • มีทีมไอทีคอยช่วยเวลาเกิดปัญหา – โปรแกรมค้าง ใช้งานผิด กดเมนูไหนไม่เป็น มีคนให้คุณโทรหา/ทักไปปรึกษา ไม่ต้องนั่งเดาเอง
  • อัปเดตโปรแกรมให้ทันตามกฎหมายและการใช้งาน – เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านภาษี เอกสาร หรือการปรับฟังก์ชันให้ใช้งานง่ายขึ้นตามคำแนะนำของลูกค้า
  • ช่วยดูแลเรื่องฐานข้อมูลและสต๊อก – แนะนำการแก้ไขข้อมูลที่ผิด ตรวจสอบความเรียบร้อยของฐานข้อมูล ลดโอกาสข้อมูลเพี้ยนโดยไม่รู้ตัว
  • รองรับการขยายสาขาและเติบโตของร้าน – เมื่อธุรกิจโตขึ้น ฟังก์ชันก็ต้องตามให้ทัน MA ทำให้คุณมีทีมที่เข้าใจระบบและธุรกิจ ช่วยแนะนำทิศทางการใช้โปรแกรมให้เหมาะกับการขยายตัว
  • ลดความเสี่ยง “ระบบล่มวันขายดี” – วันไหนลูกค้าแน่นร้านแล้วระบบมีปัญหา คุณต้องการคนที่ “พร้อมช่วยทันที” มากกว่าการมานั่งไล่หาวิธีแก้เองจาก Google

แล้วถ้าไม่จ่าย MA ล่ะ? ทำได้ไหม

ลูกค้าของสีสันซอฟท์ สามารถเลือกได้ ว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย MA ก็ได้ ตามความสะดวกและสไตล์การบริหารของแต่ละร้าน

เพียงแต่การไม่จ่าย MA ก็เหมือนกับการใช้เครื่องมือสำคัญในร้าน โดยไม่มี “ประกันและทีมช่าง” คอยดูแล เมื่อทุกอย่างยังปกติอาจไม่เห็นความต่าง แต่วันที่ระบบมีปัญหา หรือคุณอยากอัปเกรด/ปรับการใช้งาน คุณอาจต้องรับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายเฉพาะกิจที่สูงกว่าเดิม

ทำไมบริษัท POS ที่ “ไม่เก็บค่าดูแล” ถึงมีความเสี่ยงสูง?

ในมุมของผู้ใช้ โปรแกรมที่ “ไม่มี MA ไม่มีรายเดือน–รายปี” อาจดูดี น่าใช้ เพราะจ่ายครั้งเดียวจบ แต่ในมุมของการทำธุรกิจซอฟท์แวร์จริง ๆ แล้ว รูปแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก

เพราะบริษัทซอฟท์แวร์ต้องมีค่าใช้จ่ายฟิกซ์คอสอยู่ตลอด เช่น

  • เงินเดือนพนักงานไอทีและซัพพอร์ต
  • ค่าเซิร์ฟเวอร์และระบบสำรองข้อมูล
  • ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและอัปเดตโปรแกรมต่อเนื่อง

ถ้าบริษัท ไม่มีรายได้ประจำจากค่าดูแล มีแต่รายได้จากการขายครั้งเดียว เมื่อเวลาผ่านไป ยอดขายใหม่เริ่มลดลง แต่ค่าใช้จ่ายประจำยังเท่าเดิมหรือมากขึ้น โอกาสที่บริษัทจะเริ่ม ตัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไอที หรือในกรณีหนัก ๆ อาจถึงขั้นล้มเลิกกิจการ ก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย

ปัญหาที่มักเกิด ถ้าบริษัท “หวงงบ” จ้างพนักงานไอที

ถ้าบริษัทเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไอที สิ่งที่ตามมามักจะเป็นแบบนี้

  • ทีมไอทีน้อย แต่ภาระงานเยอะ – พนักงานต้องรับเคสลูกค้าหลายร้อยราย ทำงานไม่ทัน ตอบไม่ทัน ลูกค้าต้องรอนาน
  • คุณภาพการดูแลตกลง – พนักงานเหนื่อยล้า เคสเยอะ ทำให้พลาดรายละเอียด แก้ปัญหาได้ไม่ลึก ไม่ตรงจุด
  • เปลี่ยนพนักงานบ่อย – งานหนักแต่ค่าตอบแทนไม่สมดุล พนักงานดี ๆ อยู่ไม่ทน ลูกค้าต้องเจอคนใหม่วนไปมา อธิบายปัญหาเดิมซ้ำ ๆ
  • ลูกค้ารู้สึกถูกทอดทิ้ง – โทรติดยาก ตอบช้า หรือไม่มีคนตามเรื่องให้ จนสุดท้ายกลายเป็นภาพจำว่า “บริษัทขายแล้วหาย”

แนวคิดของสีสันซอฟท์: ลงทุนกับทีมไอที เพื่อดูแลลูกค้าให้ทั่วถึง

สีสันซอฟท์เชื่อว่า ระบบดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “ทีมดูแลที่ดี” ควบคู่กันไป เพราะธุรกิจของลูกค้าไม่ได้หยุดอยู่แค่วันที่ติดตั้ง แต่จะเติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เราจึงเลือกลงทุนจ้าง พนักงานไอทีหลายอัตรา เพื่อให้การดูแลลูกค้าทุกท่านเพียงพอและทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ไม่มีใครรับสาย” หรือ “ไม่มีใครตามเรื่องให้”

ค่าบริการ MA 15% ต่อปี จึงไม่ใช่แค่ค่าเซอร์วิสเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นการช่วยให้บริษัทมีงบประมาณเพียงพอในการรักษาและพัฒนาทีมไอทีที่มีคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลในระดับที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง

สรุป: MA คือการลงทุนเพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจคุณ

การจ่าย MA ไม่ได้เป็นภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่อให้ระบบที่เป็นหัวใจของร้าน ทำงานได้อย่างเสถียร มีคนดูแล และพร้อมเติบโตไปกับธุรกิจของคุณ

ลูกค้าสีสันซอฟท์สามารถเลือกได้ว่าจะต่อ MA หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสะดวก แต่หากคุณมองว่าร้านของคุณต้องการ “ทีมไอทีที่อยู่ข้าง ๆ ธุรกิจ” ในระยะยาว MA คือสิ่งที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจขึ้นมากในทุกวันที่เปิดร้านขายของ